การเฝ้าระวังทางระบาดวิทยา โรคตาแดงระบาด ในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ดาวน์โหลดไฟล์: การเฝ้าระวังทางระบาดวิทยา โรคตาแดง 2561 (docx)    Conjunctivitis2561 (pdf)

การเฝ้าระวังทางระบาดวิทยาสถานพยาบาล มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

มาตรการ การป้องกันและควบคุมโรคตาแดงระบาดภายในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

  1. มาตรการส่วนบุคคล
  • หลีกเลี่ยงการใช้ของใช้ร่วมกัน
  • ให้ล้างมือบ่อยๆ และไม่ควรใช้มือขยี้ตา
  • ไม่ควรคลุกคลีกับผู้ป่วย
  • ซักเสื้อผ้าของใช้ส่วนบุคคลให้สะอาดอยู่เสมอ
  • ไม่ควรลงเล่นน้ำในสระน้ำเพราะเชื้อไวรัสจะแพร่กระจายไปยังผู้อื่น
  1. มาตรการการป้องกันและควบคุมโรคตาแดงระบาดสำหรับหอพัก
  • ควรจัดระบบให้มีการค้นหาผู้ป่วยและรายงานผู้ป่วยทันทีที่พบผู้ป่วย
  • ควรมีการแจ้งหรือประชาสัมพันธ์ให้กับนิสิตในหอพักทุกคนทราบโดยเร็ว เมื่อมีการระบาดของโรคตาแดง เช่น มีการเรียกประชุมชาวตึก ชาวหอ
  • ควรแยกผู้ป่วยออกจากกิจกรรมต่างๆ อย่างเด็ดขาดเป็นเวลาประมาณ 1 สัปดาห์
  • ควรแนะนำผู้ป่วยไม่ควรไปคลุกคลีกับเพื่อนในห้องอื่นๆ
  • ควรแนะนำผู้ป่วยให้ใช้ห้องน้ำที่จัดไว้ให้สำหรับผู้ป่วยโรคตาแดงโดยเฉพาะเท่านั้น
  • พยายามลดความแออัดและเพิ่มการระบายอากาศของหอพัก ให้ได้ดีขึ้น
  • ควรมีการติดตั้งอ่างล้างมือภายในห้องน้ำทุกห้อง
  • ควรมีการวางสบู่หรือเจลล้างมือที่อ่างล้างมือภายในห้องน้ำ
  • ควรเปลี่ยนวิธีการอาบน้ำจากการตักอาบ เป็นการอาบจากฝักบัวแทน
  • ควรแนะนำแม่บ้านประจำหอพักให้ดูแลทำความสะอาดบริเวณโดยรอบและห้องน้ำในช่วงที่มีการระบาดของโรคตาแดงอย่างเข้มงวด ด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ หรือผงซักฟอก
  • ควรให้มีการเติมคลอรีนลงในอ่างอาบน้ำหรือบ่อน้ำตามมาตรฐานการเติมคลอรีน

 

ตาแดง (Conjunctivitis)

ตาแดง (Conjunctivitis) คือ โรคที่เกิดจากความผิดปกติของดวงตา โดยลูกตาจะเป็นสีแดงซึ่งเกิดจากการทีหลอดเลือดฝอยขยายตัวมากขึ้น สำหรับการเป็นโรคตาแดงส่วนใหญ่แล้วจะเป็นอยู่ที่ประมาณ 1-2 วัน แต่บางรายสามารถที่จะเป็นโรคตาแดงแบบรุนแรงมากยิ่งขึ้นได้ เพราะฉะนั้น ผู้ป่วยควรเฝ้าสังเกตอาการตนเอง หากพบว่าอาการตาแดงเริ่มผิดปกติมากยิ่งขึ้น ก็ควรรีบไปพบแพทย์โดยเร็ว

 

สาเหตุของโรคตาแดง

โรคตาแดงสามารถที่จะเกิดขึ้นได้จากหลากหลายสาเหตุ ซึ่งสาเหตุเหล่านั้นก็มีดังนี้

  1. ติดเชื้อไวรัสและแบคทีเรีย

การติดเชื้อไวรัสและแบคทีเรียถือเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดโรคตาแดงขึ้นได้ โดยส่วนใหญ่แล้วมักจะเป็นการเกิดขึ้นพร้อมๆ กับโรคติดเชื้อทางเดินหายใจ หรือแม้กระทั่งการใส่คอนแทคเลนส์แบบไม่ได้ทำความสะอาด ซึ่งเชื้อไวรัสและเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เป็นโรคตาแดงก็มีดังนี้

เชื้อ adenovirus คือ เชื้อโรคตาแดงระบาด

เชื้อ herpes simplex virus คือ เชื้อเริม

เชื้อ varicella-zoster virus คือ เชื้ออีสุกอีใสและงูสวัด

เชื้อ picornaviruses คือ เชื้อไวรัสส่งผลต่อโรคไวรัสตับอักเสบ

เชื้อ molluscum คือ เชื้อที่ทำให้เกิดหูดข้าวสุก

เชื้อ vaccinia คือ เชื้อไวรัสวัคซีน (เป็นสาเหตุที่เกิดได้ยาก)

เชื้อ HIV คือ เชื้อเอดส์

  1. โรคภูมิแพ้

สารก่อภูมิแพ้ต่างๆ สามารถทำให้ร่างกายเกิดผลตอบสนองต่อสารก่อภูมิแพ้ได้ โดยเป็นการผลิตแอนตี้บอดี้ คือ immunoglobulin E ซึ่งเป็นแอนตี้บอดี้ที่ทำให้เกิดเซลล์ที่ส่งผลต่อการปล่อยสารฮีสตามีน หากภายในร่างกายมีสารฮีสตามีนมากเกินไป ก็จะส่งผลทำให้เกิดเยื่อบุตาอักเสบและเกิดอาการตาแดงได้นั่นเอง

  1. ตาแห้ง

อาการตาแห้ง เป็นอาการที่ดวงตามีปริมาณน้ำตาที่ไม่เพียงพอ จึงทำให้น้ำตาไม่สามารถช่วยหล่อลื่นดวงตาได้ ส่งผลทำให้ตาแห้งบ่อยๆ และหากตาแห้งเรื้อรังก็จะทำให้เกิดอาการคันและระคายเคืองดวงตา จนนำมาซึ่งโอกาสในการติดเชื้อและเป็นโรคตาแดงขึ้นได้

  1. คอนแทคเลนส์

คอนแทคเลนส์ เป็นตัวช่วยในการมองเห็นสำหรับผู้ที่มีสายตาสั้น แต่การใช้ทุกครั้งจะต้องหมั่นทำความสะอาดและเก็บรักษาคอนแทคเลนส์ให้ถูกวิธี เพราะไม่เช่นนั้น คอนแทคเลนส์จะกลายเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคและแบคทีเรีย ที่สำคัญยังก่อให้เกิดอาการตาแห้งได้ง่ายมากขึ้นอีกด้วย

 

 

  1. แสงจากคอมพิวเตอร์

การใช้สายตาจ้องคอมพิวเตอร์นานเกินไป แสงอัลตราไวโอเลตจากคอมพิวเตอร์จะส่งผลกระทบต่อดวงตาและการมองเห็น ซึ่งส่งผลทำให้เกิดอาการตาแห้ง และทำให้เป็นโรคตาแดงได้

  1. อาการเจ็บตา

อาการเจ็บตาสามารถที่จะเกิดขึ้นได้จากการผ่าตัด หรือบางรายอาจจะเป็นโรคที่ส่งผลต่ออาการเจ็บตาอยู่แล้ว แต่ในกรณีของการผ่าตัดกับการส่งผลทำให้ดวงตามีสีแดงนั้น ถือเป็นเพียงการตอบสนองของร่างกายที่จะทำให้การไหลเวียนเลือดเป็นไปอย่างง่ายดายมากขึ้น

  1. แผลที่กระจกตา

การเป็นแผลที่กระจกตาสามารถที่จะส่งผลต่อการติดเชื้อได้เลยทีเดียว เพราะฉะนั้นจึงนับว่าอันตรายอย่างมาก เพราะสามารถที่จะส่งผลต่อการมองเห็น และอาจจะมีอาการเจ็บปวดดวงตาร่วมด้วย

  1. โรคเริมที่ตา

การเป็นโรคเริมเกิดขึ้นที่ตา มักเกิดจากการติดเชื้อ herpes simplex virus ซึ่งเป็นเชื้อชนิดที่ 1 ซึ่งโรคเริมเป็นโรคที่ทำให้เกิดอาการกับดวงตาได้ และยังทำให้ตาไวต่อแสงง่ายขึ้นอีกด้วย

  1. ภาวะม่านตาอักเสบ

เป็นภาวะการอักเสบที่เกิดขึ้นกับดวงตาชั้นกลาง โดยส่งผลทำให้ดวงตามีสีแดง ทำให้ตาไวต่อแสงได้ง่าย และยังส่งผลต่อการมองเห็นอีกด้วย การเป็นภาวะม่านตาอักเสบ นอกจากจะส่งผลต่อการเป็นโรคตาแดงได้แล้ว ยังสามารถที่จะส่งผลต่อการเป็นโรคต้อกระจกได้ด้วยเช่นกัน

  1. โรคต้อหิน

สาเหตุที่ทำให้เกิดโรคตาแดงจากโรคต้อหิน มีโอกาสที่จะเป็นไปได้น้อย แต่หากเป็นแล้วก็อาจจะทำให้เกิดอาการต่างๆ ขึ้นได้ ซึ่งหากเป็นแบบรุนแรงก็จะทำให้สูญเสียการมองเห็นได้เลยทีเดียว

 

อาการของโรคตาแดง

อาการของโรคตาแดง สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งกับดวงตาข้างเดียวหรือสองข้าง และเมื่อเกิดขึ้นแล้วก็สามารถที่จะ

บ่งบอกอาการแบบปกติโดยทั่วไปได้ดังนี้

  • คันตา
  • แสบตา
  • น้ำตาไหล
  • เปลือกตาบวมและลอก
  • ขนตาร่วง
  • ปวดแสบปวดร้อน

 

อาการตาแดงแบบผิดปกติที่ผู้ป่วยควรรีบพบแพทย์

หากพบว่าโรคตาแดงมีอาการผิดปกติมากขึ้น ก็ควรรีบไปพบแพทย์ทันที โดยอาการตาแดงที่บ่งชี้ว่าผิดปกติมีดังนี้

  • ตามีอาการบวม
  • ตารู้สึกไวต่อแสง
  • การมองเห็นผิดปกติ
  • รู้สึกเหมือนมีอะไรอยู่ในตา

 

 

 

โรคตาแดง ติดต่อกันได้หรือไม่?

โรคตาแดงระบาด เป็นโรคที่สามารถติดต่อกันได้ง่ายมาก ซึ่งการติดต่อของโรคนั้นจะขึ้นอยู่กับปัจจัยดังนี้

  1. ใกล้ชิดหรือสัมผัสกับผู้ที่เป็นโรคตาแดง เพราะนี่คือ สาเหตุหลักส่วนใหญ่ที่ทำให้เกิดการติดต่อกันของโรคตาแดงได้ง่าย อันเกิดจากการสัมผัสน้ำตาและขี้ตาของผู้ป่วย เมื่อเชื้อติดที่มือก็สามารถที่จะแพร่จากมือมาติดที่ตาโดยตรงได้
  2. ใช้สิ่งของร่วมกันกับผู้ป่วย เช่น เสื้อผ้า และอุปกรณ์แต่งหน้า เป็นต้น
  3. ได้รับฝุ่นละอองหรือมีน้ำสกปรกเข้าสู่ดวงตา
  4. แมงหวี่หรือแมลงวันบินเข้ามาตอมบริเวณดวงตา
  5. ไม่ดูแลรักษาทำความสะอาดร่างกายให้ดี โดยเฉพาะใบหน้าและมือ

อย่างไรก็ตาม โรคตาแดงจะไม่เกิดการติดต่อกันจากการสบตา จากทางอากาศและการทานอาหารร่วมกัน อีกทั้งอาการต่างๆ จะสามารถเกิดขึ้นภายในระยะ 1-2 วัน แต่ระยะเวลาในการติดต่อไปยังผู้อื่นจะใช้เวลาอยู่ที่ประมาณ 14 วัน

ภาวะแทรกซ้อนของโรคตาแดง

การเป็นโรคตาแดงล้วนมีโอกาสที่จะทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนขึ้นได้ โดยเฉพาะผู้ที่เกิดอาการตาแดงแล้วไม่รีบพบแพทย์เพื่อทำการรักษา ซึ่งอาการแทรกซ้อนที่พบก็มีดังนี้

  • การเกิดแผลที่กระจกตาดำ
  • การติดเชื้อลุกลามไปที่อวัยวะส่วนอื่นส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันเนื่องจากการมองเห็นที่ผิดปกติ
  • สูญเสียการมองเห็น

 

การวินิจฉัยโรคตาแดง

การวินิจฉัยโรคตาแดงจะมีความคล้ายคลึงกับการวินิจฉัยโรคทั่วไป แต่อาจจะมีกระบวนการวินิจฉัยบางส่วนที่มีความแตกต่างอยู่บ้าง โดยการวินิจฉัยโรคตาแดง มีดังนี้

  • การสอบถามประวัติของผู้ป่วย
  • การตรวจร่างกาย
  • การตรวจดวงตา
  • การตรวจ Slit-lamp (การตรวจตาผ่านกล้องจุลทรรศน์แบบพิเศษ ทำให้ตรวจได้ละเอียดมากขึ้น)
  • การตรวจขี้ตา
  • การเสมียร์เชื้อ

 

วิธีการป้องกันและรักษาโรคตาแดง

การรักษาโรคตาแดง สามารถรักษาได้หลายวิธี แต่วิธีเบื้องต้นที่ผู้ป่วยสามารถทำเองได้ก็มีดังนี้

  • ไม่สัมผัสตาที่ติดเชื้อ (ไม่ควรขยี้ตา)
  • ล้างมือทุกครั้ง หากนำมือไปสัมผัสบริเวณดวงตา
  • ทำความสะอาดปลอกหมอนและผ้าปูที่นอน
  • หลีกเลี่ยงการแต่งหน้า
  • ไม่ใส่คอนแทคเลนส์ทั้งของตนเองและผู้อื่น
  • สวมแว่นตาแทนการใส่คอนแทคเลนส์

วิธีเหล่านี้ล้วนเป็นวิธีดูแลรักษาอาการตาแดงในเบื้องต้นที่ผู้ป่วยสามารถทำเองได้ เพื่อช่วยลดระยะเวลาในการเกิดโรคตาแดงไม่ให้เป็นยาวนานหลายวัน

การรักษาตาแดงด้วยยาหยอดตา                                                                                      การรักษาโรคตาแดงด้วยยาหยอดตา ผู้ป่วยควรได้รับคำแนะนำจากแพทย์หรือเภสัชกรเป็นอย่างดีเสียก่อน โดยก่อนอื่นเราไปดูกันว่ายาหยอดตามีกี่ประเภท อะไรบ้าง?

           ประเภทของยาหยอดตา                                                                                                  ยาหยอดตามีด้วยกัน 3 ประเภท แต่ละประเภทก็มีคุณสมบัติดังนี้

  1. ยาหยอดตาNaphazoline เป็นยาหยอดตาที่จะช่วยรักษาโรคตาแดงโดยตรง โดยจะช่วยบรรเทาอาการคัน และบวม
  2. ยาหยอดตาTetrahydrozoline เป็นยาหยอดตาที่เป็นดั่งยาแก้แพ้ และช่วยในเรื่องการหดตัวของหลอดเลือด จึงสามารถช่วยรักษาโรคตาแดงได้เป็นอย่างดี
  3. Eye lubricant drops หรือจะเรียกอีกอย่างว่า น้ำตาเทียม โดยจะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ดวงตาและช่วยลดการระคายเคือง
  4. ยาAntibiotic (ยาต้านการอักเสบ)
  5. ยาSteroids

วิธีดูแลตัวเอง เมื่อเป็นโรค

สำหรับการดูแลตัวเองเมื่อเป็นโรคตาแดง ผู้ป่วยสามารถที่จะปฏิบัติได้ดังนี้

  1. ไม่ควรใช้ผ้าปิดตา เพราะเชื้อจะเติบโตได้เร็ว
  2. หลีกเลี่ยงการสัมผัส คลุกคลีหรือใกล้ชิดกับผู้อื่น เพื่อลดการแพร่เชื้อ
  3. ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด
  4. หมั่นล้างมือให้สะอาดทุกครั้งทั้งก่อน-หลังสัมผัสดวงตาและใบหน้า เพราะมือเป็นแหล่งแพร่เชื้อที่เร็วที่สุด
  5. หลีกเลี่ยงการใช้ผ้าเช็ดหน้าเช็ดขี้ตา เพราะผ้าเช็ดหน้าจะเป็นแหล่งสะสมเชื้อเอาไว้และทำให้แพร่ไปติดต่อผู้อื่นได้
  6. ควรใส่แว่นตากันแดดเพื่อช่วยลดอาการระคายเคืองของดวงตาที่เกิดกับแสง
  7. หยุดพักการใส่คอนแทคเลนส์จนกว่าอาการตาแดงจะหาย
  8. หากเช็ดขี้ตาด้วยกระดาษหรือสำลี ควรทิ้งลงในถังขยะที่มีฝาปิดอย่างมิดชิด
  9. งดว่ายน้ำ

 

 

เอกสารอ้างอิง: https://www.honestdocs.co/conjunctivitis-symptoms-treatment-prevention

เรียบเรียงร่วมกับแพทย์หญิงเจิมใจ อำมฤต (จักษุแพทย์)

 

นางจำนงค์ แถวจันทึก

(พยาบาลชำนาญการ)